คำตอบคือ “ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการเก็บประวัติการทำงานไว้แค่ไหน” ครับ
ผมแนะนำโดยแยกเป็น 2 แนวทาง ดังนี้ครับ:
1. แนวทางที่แนะนำ: “แก้ Due Date แต่ต้องบันทึกเหตุผล”
การแก้ Due Date จะช่วยให้ Gantt Chart และ Resource Planning ของคุณยังสะท้อนความจริง ทีมงานจะได้รู้ว่ากำหนดส่งใหม่คือเมื่อไหร่ ไม่ใช่ปล่อยให้ขึ้นตัวแดง (Overdue) จนคนเลิกสนใจวันส่งงาน
- ข้อดี: แผนงานเป็นปัจจุบัน ทีมบริหารเห็นวันจบงานที่แท้จริง
- สิ่งที่ควรทำควบคู่: ให้ทีมงานใส่ Comment หรือสร้าง Custom Field ว่า “เลื่อนเพราะอะไร” เพื่อใช้ดูย้อนหลังตอนจบโปรเจกต์
2. เทคนิคขั้นสูง: ใช้ “Baseline” (ไม่ต้องลังเลเรื่องแก้ Due Date)
ถ้าคุณกังวลว่าแก้ Due Date แล้วจะลืมแผนเดิม Projects มีฟีเจอร์ที่ชื่อว่า Baseline ครับ
Baseline คือการ “ถ่ายภาพนิ่ง” ของแผนงานเดิมเอาไว้ (Snapshot)
- ขั้นตอน: ก่อนคุณจะเลื่อน Due Date ให้คุณสั่ง Set Baseline ไว้ก่อน
- ผลลัพธ์: เมื่อคุณแก้ Due Date ใหม่ไปแล้ว ใน Gantt Chart คุณสามารถเปิดโหมด Baseline เพื่อดูแถบสีเทา (แผนเดิม) เทียบกับแถบสีปัจจุบัน (แผนที่เลื่อน) ได้ทันที
3. เมื่อไหร่ที่ “ไม่ควร” แก้ Due Date?
ถ้าเป็นการเลื่อนแค่ 1-2 วัน และคุณเน้นดู Efficiency (ประสิทธิภาพ) ของทีม คุณอาจจะ:
- ไม่ต้องแก้ Due Date: ปล่อยให้มันขึ้นตัวแดง (Overdue)
- ให้ทีมงานไป Log Hours หรือบันทึกวันจบจริง (Closed Date): ระบบจะคำนวณให้เองว่างานนี้ “Slipped” หรือล่าช้าไปกี่วัน ซึ่งข้อมูลนี้จะไปปรากฏใน Planned vs Actual Report ครับ
สรุปคำแนะนำจากผม
ถ้าคุณเป็น Project Manager ที่ต้องคุมหลายฝ่าย “ควรแก้ Due Date” ครับ เพื่อให้งานที่เหลือ (Dependencies) ขยับตามความจริง แต่ต้องใช้ Baseline เข้ามาช่วยเพื่อให้คุณยังตอบเจ้านายได้ว่า “เดิมทีเราตั้งเป้าจะเสร็จเมื่อไหร่”
